กฎหมายแรงงานไทย

08 มิถุนายน 2553 - 03:05 หมวด: กฎหมายเกี่ยวกับเอดส์ อ่าน: 2424 ครั้ง

การให้ประโยชน์ทดแทนกรณีผู้ประกันตนที่ติดเชื้อเอชไอวี และที่เป็นโรคเอดส์

กระทรวงแรงงาน  สำนักงานประกันสังคม ร่วมกับสำนักโรคเอดส์ กรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม และคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ประกันตนที่ติดเชื้อเอ ชไอวีและที่เป็นโรคเอดส์  โดยสำนักงานประกันสังคมได้ออกประกาศคณะกรรมการ การแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม เรื่องหลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV และผู้ประกันตนที่เป็นโรคเอดส์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีรับทราบแล้ว

ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2547 เป็นต้นไป ผู้ประกันต้นที่ติดเชื้อเอชไอวีและที่เป็นโรคเอดส์ทุกคน จะได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ และได้รับการดูแลปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ถือเป็นของขวัญที่กระทรวงแรงงานมอบให้ผู้ประกันตนเนื่องในวโรกาส เฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษาสมเด็จพระราชินี ครบ 6 รอบรวมทั้งเป็นการประกาศให้ชาวโลกรับทราบถึงความคืบหน้าในการดูแลคุณภาพ ชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ในประเทศไทย

จากการประมาณการค่าใช้จ่ายในปี 2547 คาดว่าจะมีผู้ประกันตนที่ติดเชื้อเอชไอวีและที่เป็นโรคเอดส์เข้ารับยาต้าน ไวรัสเอดส์ประมาณ 13,000 คน รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเงินประมาณ 407,290,000 บาท โดยแบ่งออกเป็น ค่ายาต้านไวรัสเอดส์ทั้ง ค่ายาสูตรพื้นฐาน กรณีแพ้ยา และกรณีดื้อยา ประมาณ 365,040,000 บาท และค่าตรวจทางห้องปฎิบัติการ ประมาณ 42,250,000 บาท เฉลี่ยแล้วสำนักงานประกันสังคมจะต้องจ่ายค่ายาต้านไวรัสเอดส์และค่าตรวจทาง ห้องปฎิบัติการให้กับผู้ประกันตนที่ติดเชื้อเอชไอวีและที่เป็นโรคเอดส์ ประมาณคนละ 31,330 บาทต่อคนต่อปี

หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราการบริการทางการแพทย์  โดยการให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ประกันตน

คุณสมบัติของผู้ประกันตน ที่มีสิทธิได้รับยาต้านไวรัสเอดส์จากสำนักงานประกันสังคม คือ ผู้ประกันตนซึ่งได้รับสิทธิบริการทางการแพทย์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม  พ.ศ. 2533

ข้อบ่งชี้ใน การให้ยาต้านไวรัสเอดส์
ผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV  ที่มีค่า CD4 น้อยกว่า 200 cell/cu.mm
ผู้ประกันตนที่ติดเชื้อ HIV  ที่มีค่า CD4 น้อยกว่า หรือเท่ากับ  250 cell/cu.mm แต่มีอาการแสดงร่วมอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  • ไข้เรื้อรังไม่ทราบสาเหตุ
  • อุจจาระเรื้อรังนานกว่า 14 วัน ที่ ไม่ทราบสาเหตุ
  • น้ำหนักตังลดลงมากกว่า 15 % ภายใน 3 เดือน

ยาต้านไวรัสที่จัดให้แก่ ผู้ประกันตนที่มีสิทธิตามหลักเกณฑ์สำนักงานประกันสังคม มีดังนี้
สูตร 1 d4T + 3TC + Nevirapine (NVP) หรือ GPO - VIR
สูตร 2
2.1. d4T + 3TC + Efavirenz  (EFV)
2.2.  AZT + 3TC + NVP
2.3.  AZT+ 3TC + EFV
2.4 . d4T + 3TC + IDV/RTV หรือ AZT + 3TC + IDV/RTV
การให้ยาสูตร 2 ในข้อ 2 แพทย์ผู้รักษาต้องพิจารณาตามแนวทางดังนี้ คือ
-  กรณีผู้ประกันตนเกิดผลข้างเคียง หรือแพ้ยา NVP ในสูตร 1
ให้ใช้ยาสูตร 2 ข้อ 2.1              
-  กรณีผู้ประกันตนเกิดผลข้างเคียง หรือแพ้ยา d4T ในสูตร 1 &nbs p; 
ให้ใช้ยาสูตร 2 ข้อ 2.2              
-  กรณีผู้ประกันตนเกิดผลข้างเคียง หรือแพ้ยา NVP และ d4T ในสูตร 1  
ให้ใช้ยาสูตร 2 ข้อ 2.3              
-  กรณีผู้ประกันตนเกิดผลข้างเคียง หรือแพ้ยา NVP และ EFV ในสูตร 1  
ให้ใช้ยาสูตร 2 ข้อ 2.4
ในกรณีไม่ตอบสนองต่อการรักษาให้มีการประเมินหาสาเหตุ โดยให้อยู่ในดุลยิพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน HIV/AIDS

ผู้ประกันตนที่ เคยได้รับยาต้านไวรัสเอดส์มาก่อน ในสูตร 1 และ 2 สามารถได้รับยาต้านไวรัสเอดส์เหมือนเดิมจากสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการ รักษาพยาบาล โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  กรณีนอกเหนือจากยาสูตร 1 หรือ สูตร 2 สำนักประกันสังคมจะจ่ายค่ายาตามหลักเกณฑ์ กรณีดื้อยาให้แก่สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาลเท่าที่จ่าย จริงไม่เกิน 5,000 บาทต่อรายต่อเดือน และผู้ประกันตนเป็นผู้รับผิดชอบส่วนเกิน

ขั้นตอนการให้ยา ต้านไวรัสเอดส์ แก่ผู้ประกันตน

  1. เมื่อผู้ประกันตนได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ ณ สถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล ว่าจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสเอดส์  ตามหนักเกณฑ์ที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
  2. ผู้ประกันตนต้องกรอกใบสมัครตามแบบที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดและเก็บข้อมูล เป็นความลับ
  3. ผู้ประกันตนต้องให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามแนวทางการรักษาของแพทย์ ซึ่งจะต้องได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจเลือดเพื่อประเมินผลการรักษา และความปลอดภัยในการใช้ยา

สถานพยาบาลตาม บัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล  มีหน้าที่และความรับผิดชอบ ดังนี้

  1. ดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการให้ยาต้านไวรัสแก่ผู้ประกันตนตามที่สำนักงาน ประกันสังคมกำหนด
  2. จ่ายยาสูตร 1 และสูตร 2 ให้แก่ผู้ประกันตนที่มีสิทธิ  สำหรับผู้ประกันตนที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามสูตร 2 จะต้องส่งแบบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน HIV/AIDS
  3. ยื่นแบบคำขอรับค่าบริการทางการแพทย์ตามแบบที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด
  4. รายงานข้อมูลต่างๆ ตามแบบที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน